โดนเติบแล้ว

posted on 13 Feb 2008 16:41 by naisibmuan

โดนเติบแล้ว(นานแล้ว) พอสิจื่อ(จำ)ได้อยู่ว่า ครอบครัวของข้อย
อยู่ในชนบทไกลจากหม่อง(แหล่ง)ที่มีความเจริญแล้ว อยู่หม่องได๋
หม่องนึง(แห่งใดแห่งหนึ่ง) แถวๆภาคอีสาน ที่หลายๆคนมักสิเอิ้น
(เรียก)ซุมเฮาว่า “ลาว” มันบ่ได้เป็นจั่งคำเผิ่นว่า(อย่างที่เขาว่า)ดอก
ซุม(พวก)เฮากะเป็นคนไทยคือกัน แต่หากเป็นไทยอีสาน จากนี้ไป
ขอให้ซุมเจ้าผู้ที่เจริญแล้วเอิ้นเฮาว่า “ไทยอีสาน” เด้อ

ครอบครัวของข้อยอยู่ในฐานะที่บ่จนแต่กะบ่รวย พอมีพอกิน
พอได้จุนเจือญาติพี่น้องตามกำลัง เป็นครอบครัวธรรมดาๆ
ชีวิตความเป็นอยู่บ่ได้โลดโผนอีหยังนักหนา จำได้ว่าตั้งแต่ยังเด็ก
พอเลิกเฮียนหนังสือตอนแลง กะต้องฟ้าว(รีบ)ลงไปนา พ่อแม่
กับซุมเอื้อยญาติพี่น้องไปเฮ็ดนากันเบิด(หมด)บ่มีไผอยู่บ้านจักคน
เวียก(งาน)ประจำที่ข้อยต้องรับผิดชอบกะคือ ไปต้อนควายลงกินน้ำ
ก่อนสิต้อนควายเข้าคอกในหมู่บ้านในตอนแลงตะเว็น(ตะวัน)สีแดงๆ

ยามตอนแลงในทุ่งนาสิมีเสียงเขียดจ่านาฮ้องดังแซวซะ(ดังระงม)
ไปหมดทั่งทั้งทุ่ง ซุมพ่อแม่ยังบ่เลิกจากนา ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ
ทรานซิสเตอร์เครื่องเก่าลอยมาเป็นรายการวิทยุยามแลงของคลื่น AM
วิทยุบ้านนา สักพักแสงตาเว็นคล้อยลงปลายไม้กะพากันเลิกจากนา
เตรียมตัวอาบน้ำซุมผู้ชายจะอาบจากฝายตรงหัวนา ส่วนซุมผู้หญิง
สิพากันเมือเฮือนก่อนไปอาบน้ำอยู่เฮือน ส่วนตัวข้อยเองแม้สิออก
ก่อนแต่กะฮอดเฮือนทีหลังย้อนว่าควายสิเดินช้ากว่าคนอยู่แล้ว

นี้เป็นวิถีชีวิตประจำของชาวบ้านในชนบทอีสานโดยทั่วๆไป อาจมีบาง
เถื่อ(บางครั้ง) ที่ชาวชนบทแบบเฮาสิได้ครึกครื้น กะย่อนว่ามีหนังขาย
ยามาเปิดขายยาที่วัดในหมู่บ้านเฮา ซุมเด็กน้อยจังซุมข้อย กะสิพากัน
แล่นนำก้นรถ(วิ่งตามรถ) ในขณะที่รถฉายหนังขายยาจะวิ่งรอบๆหมู่บ้าน
เพื่อโฆษณาให้ชาวบ้านไปดูหนัง เขาจะได้ขายยาได้

นอกเหนือจากหนังขายยาแล้ว โอกาสที่ซุมเฮาสิได้พักจากงานและซุม
แซวกัน(พบปะพูดคุย)กะคืองานบุญตามประเพณีของชาวอีสาน เป็นต้น
ว่า บุญเข้าพรรษา/ออกพรรษา บุญกฐิน บุญพาเวสฯ บุญกองข้าว
บุญผ้าป่าต่างๆ งานบุญทั้งหลายนี้กะสิซ่อยให้หมู่บ้านมีสีสรรขึ้น

เว่าเถิงชีวิตกลางทุ่งของซุมข้อยลังเถื่อ(บางครั้ง) กะมีเรื่องให้ได้ทุกข์
ใจแต่กะเป็นแบบธรรมดาของคนธรรมดาๆทั่วไป ยามหน้าแล้งในยาม
มื่อเช้าเฮาสิปล่อยควายลงทุ่งนาให้หากินกันเอง ตามทุ่งนาทุกหม่อง
เก็บเกี่ยวเบิดแล้ว ส่วนเฮากะสิกลับเมือเฮือนก่อนยามตอนแลงจังสิ
ออกไปต้อนควายเข้าคอก แต่กะเหตุให้เฮาต้องเมื่อยกันกะคือว่า
ควายที่เฮาปล่อยในตอนเช้านั้นสิหากินและเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ
หม่องใดดินชุ่มกะสิมีหญ้าให้กิน เฮาบังคับเขาบ่ได้ย้อนว่าบ่ได้ผูกเชือก
เขาไว้ หน้าแล้งนี้สิเป็นช่วงเวลาที่ควายสิมีอิสระเสรีหลาย

เฮาต้องออกเดินตามหาควายผ่านทุ่งนาทุ่งแล้วทุ่งเล่า แต่ละทุ่งที่เฮา
ผ่านไปสิเหลือแต่ตอเฟือง(ซังข้าว)แห้งที่สั้นกุดย้อนว่าล่วงเลยฤดูเก็บ
เกี่ยวมานานแล้ว บางทุ่งเจ้าของสิเผาตอเฟืองเฮ็ดให้ทุ่งทั้งทุ่งกลาย
เป็นสีดำ บางทุ่งกะบ่ได้เผา หม่องใด๋ที่ดินยังชื้นอยู่กะสิมีหญ้าแซมเป็น
จุดๆไป เอ็ดให้แนมเห็นทุ่งนาเป็นสีเหลือง ดำ เขียวสลับกันไป ในตอน
ตามหาเฮาสิหยุดเป็นระยะๆเพื่อฟังเสียงบักกะโหล่ง(กระดึงหรือกระดิ่ง
ที่ผูกคอควาย)ควาย เจ้าของควายแต่ละคนสิเฮ็ดเสียงบ่อคือกันเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง

เฮายางผ่านไปหลายทุ่งแล้วกะยังบ่อมีวี่แววบ่ได้ยินเสียงบักกะโหล่ง
ควายเลย ได้ยินแต่เสียงนกป่าฮ้องดัง โป๊ก..โป๊ก..โป๊ก..โป๊ก..
อยู่ปลายไม้สูง เมื่อยและเริ่มสิเบิดแฮงแล้ว น้าบ่าว(น้องชายของแม่)
กับซุมอ้ายบอกให้หยุดเซาเมื่อยก่อนแล้วจังเดินกันต่อ ข้างหน้าเป็น
ลำห้วยที่ไหลผ่านทุ่งนาของชาวบ้าน เป็นลำห้วยที่มีมาโดนแล้วเป็น
แหล่งน้ำธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวชนบทมานาน ในหน้าแล้ง
น้ำในลำห้วยงวดลงหลายแล้ว บางแห่งแนมเห็นหาดทรายตามคุ้งน้ำ
ในหน้าฝนสองฝั่งห้วยอุดมไปด้วยหน่อไม่ไผ่ป่า ชาวบ้านได้อาศัยเป็น
แหล่งหาอาหารและรายได้เสริม เฮาต้องเดิยลุยผ่านลำห้วยไป

พอผ่านลำห้วยได้สักระยะฌอาหยุดฟังเสียงอีกเทื่อแต้กะบ่ได้ยินเสียง
อีหยังเลย เหลือหม่องสุดท้านแล้วที่เฮายังบ่ได้ไปหากะคือดงข้างหน้า
นี่เอง ระยะทางจากห้วยไปฮอดดงกะบ่ไกลปานใด๋พอยางแล้วหิวน้ำเห็น
สิได้ แต่สิ่งที่เฮ็ดให้เฮากังวลกะคือดงนี้มีงูจงอางค่อนข้างชุม และเคยมี
ว่าควายของชาวบ้านหลายตัวแล้ว ที่ถูกงูกัดตาย พอฮอดชายดงเฮากะ
ได้ยินเสียงบักกะโหล่งควาย แต่ยังบ่แน่ใจลองหยุดฟังอีกเทื่อจังได้ยินชัด
เป็นเสียงบักกะโหล่งควายแม่เขากอม(เขาโค้ง)เฮาพากันเดินเบิดหัน
(เดินอย่างรวดเร็ว)เพื่อไปหาควายของเฮา ยังอยู่ครบทุกตัว (ลืมบอกไป
ว่าควายเฮามี 6 ตัว)เฮาเอาเชือกผูกควายทุกตัวเพื่อจูงเมือเฮือน เทิงสูน
เทิงเมื่อย(ทั้งโมโหทั้งเหนื่อย)

ตอนนี้ตาเว็นเริ่งอ่อนแสงลงล่อเล่นกับยอดไม้อยู่วิบวับ ทางบ้านเริ่มเป็น
ห่วงซุมลูกๆย้อนว่าออกมาโดนแล้วและใกล้สิค่ำไปทุกที พ่อกับพ่อเสี่ยว
(เพื่อนรักของพ่อ)กะพากันออกตามพร้อมกับเตรียมแนวกิน(อาหาร)
ไปนำเพื่อว่าซุมข้อยสิหิว แนวกินที่แม่เตรียมให้กะมี ข้าวเหนียว+ปลา
แดกบอง ที่ลืมบ่ได้คือปิ้งซี้นหลอด(ปิ้งเนื้อเค็ม)

ซุมข้อยกับซุมพ่อมาพ้อ(พบ)กันกลางทาง พ่อดีใจหลายที่ลูกๆบ่เป็นหยัง
และควายยังอยู่ครบทุกตัว พ่อบอกให้พักและกินข้าวกันก่อน กะย่อนว่า
ย่านลูกๆเบิดแฮงสิยางบ่ฮอดเฮือน แล้วเฮากะพากันกินข้าวฮู้สึกว่าข้าว
มื่อนี้แซบหลายขนาด หลังจากอิ่มแล้วกะพากันจูงควายเมือเฮือนต่อ
พ่อให้ข้อยขี่หลังควายนำ พอฮอดเฮือนแล้วกะพากันอาบน้ำแล้วเข้า
นอนและหลับไปยาวจนฮอดตอนเช้าเลยย่อนว่าเมื่อยหลายยยย....

เพื่อน๑_หัวใจเธอมันน่ากราบ

 

จากภาพในอดีตวัยเยาว์เพื่อนในความหมายของผมคือ มีของกินกินด้วยกัน มีของเล่นเล่นด้วยกัน ร่วมเที่วซอนซอกตามป่าตามทุ่งใกล้ๆหมู่บ้าน ร่วมกันสร้างวีระกรรมแบบพวกทะโมนทำกัน บางครั้งก็ทะเลาะกันบ้างตามประสาเด็ก มีการผลัดกันงอนและง้อกันอยู่ประจำ แต่บางครั้งก็รุนแรงเลือดตกยางออก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกคบกันได้

 

          ยามเย็นๆตะวันคล้อยแดดอ่อนแรง เสียงเด็กๆดังลั่นมาจากบริเวณลานหญ้าแห้วหมู ที่ว่างในหมู่บ้าน ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวกันของพวกทะโมนทั้งหลาย บ้างเล่นวิ่งไล่จับ บ้างเล่นขี่ม้าส่งเมือง บ้างเล่นขายของ บ้างก็เล่นตำรวจจับโจร เสียงยังดังไม่ยอมลดลงแม้จะมีเสียงร้องปรามของพวกผู้ใหญ่ก็ตาม

 

          ในกลุ่มนี้ยังมีสามเพื่อนซี้ปะปนอยู่ด้วย ผม เหมียน และปาน (หลายๆคนคงจำกันได้ในหนังสือเรียนชั้นประถม วิชาภาษาไทย มานะ มานี วีระ ปิติ และจันทร) เพื่อนผมคนที่ชื่อปานนั้นเธอเหมือนกับจันทร คือเธอพิการขาลีบ เพราะเป็นโปลิโอ ปานเดินได้ไม่คล่องนักส่วนวิ่งนั้นไม่ต้องพูดถึง มันเป็นเรื่อยากเกินไปสำหรับปาน ด้วนความซนของทะโมนอีกสองคนเกิดความรำคาญ เพราะเวลาเล่นกันปานจะเชื่องช้า ไอ้สองตัวก็เข้าขนาบข้างทันที หิ้วปีกและออกวิ่ง วิ่งได้บ้างโดนลากบ้างแต่ปานไม่เคยร้องไห้เลย กลับมีแต่เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ นั่นยิ่งทำให้ทะโมนสองตัวได้ใจ พาวิ่งเล่นแทบทุกวัน บ่อยครั้งเข้าปานเกิดความเคยชินและพัฒนาการในการเดิน ปานเดินได้เร็วขึ้นและสามารถวิ่งได้เอง แม้จะไม่เร็วนักก็ตาม แรกๆนั้นเราโดนแม่ของปานเอ็ดเอา เพราะเขาหาว่าเราแกล้งลูกเขา แต่เราก็ไม่เคยหยุดนะ เวลาเล่นก็ยังคงพาปานวิ่งเหมือนเดิม สุดท้ายแล้วเมื่อปานเดินได้คล่องและวิ่งได้เอง แม่ของปานก็เปลี่ยนท่าทีและขอบใจทะโมนสองตัวนั้น

 

          พรสวรรค์ สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีกันได้แต่ปานเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยนั่น พอโตขึ้นมาปานได้มีโอกาสเรียนเสริมสวย และปานนั้นทำได้ดีและเก่งทีเดียว พอจบปานก็เกิดร้านเสริมสวยที่บ้านของเธอ แต่ที่บ้านนอกนั้นรายได้ไม่ดีอะไรนักหนา เพราะมีแต่ชาวไร่ชาวนาใครจะมาเสริมสวยกันได้บ่อยๆ นอกจากในช่วงงานบุญของเทศกาลต่างๆเท่านั้น ปานตั้งใจไว้ว่าเธอจะต้องเข้ามาบางกอกให้ได้เพราะเคยได้ยินว่าที่นี่ รายได้จากงานเสริมสวยนั้นดีมากๆ

 

          และแล้วในวันนั้นวันที่ปานรอคอยก็มาถึง จากการเช่วยเหลือของพี่ชาย ปานจึงได้เข้ามาทำงานในเมืองบางกอก ในร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง ย่านหัวลำโพงเป็นลูกจ้างในร้านนั้น แรกๆรายได้ก็ไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยความมานะปานอดทนทำงานเรื่อยมา จนลูกค้าติดใจในฝีมือของปานใครมาก็เรียกหา ทั้งที่ในร้านมีช่างอยู่สามคน ปานเริ่มมองเห็นอนาคตแล้ว อีกสองปีต่อมาปานก็ได้มีร้านเสริมสวยเป็นของตนเอง โดนเช่าห้องเล็กๆห้องหนึ่งถัดจากร้านเดิมที่เคยทำงานอยู่อีกสองซอย ที่นี่ปานมีรายได้เป็นอบเป็นกำ แรกๆปานทำเองทุกอย่างแต่พอลูกค้ามากขึ้นทำไม่ไหวปานก็รับลูกจ้างเป็นช่างมาช่วยผ่อนแรง ปานเป็นคนที่เก็บหอมรอมริบได้เก่ง ในช่วงนี้มีหนุ่มๆหลายรายเข้ามาติดพัน แต่ปานก็ไม่ตกลงปลงใจกับใครเลย จนในที่สุด ปานก็พบรักกับผู้ชานคนนั้น เขามีอาชีพรับจ้างทั่วๆไป เป็นนักเที่ยวกลางคืน กินเหล้าเก่ง ผมก็ยังสงสันว่าเธอรักเขาได้อย่างไร แต่ก็นั่นหล่ะนะ บุบเพบุบพัง ทั้งสองอยู่กินกันมาจนกระทั่งมีลูกสาวหนึ่งคน ปานตั้งใจไว้ว่าจะปลูกบ้านเป็นของตนเองที่บ้านนนอก และปานก็ทำได้ดังที่ตั้งใจไว้ ปานเคยบ่นกับผมว่า ปลูกบ้านเสร็จเมื่อไหร่จะทำงานที่บางกอกอีกสักสองปี เก็บเงินสักก้อนแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้าน บ้านของเธอเอง เธอบอกเหนื่อยเหลือเกินแล้วชีวิต ชีวิตของผู้หญิงพิการคนหนึ่งต่อสู้ชีวิตจนได้สิ่งที่เธอต้องการ ผมนับถือในความอุตสาหะและเป็นนักต่อสู้ชีวิตของเธอมาก

 

          ดูเหมือนกับว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่นั่นแหละชีวิตหาอะไรแน่นอนไม่ได้ ปานลมป่วยลงกระทันหัน โดยไม่มีวี่แววใดๆเลย ผมเคยถามแต่ปานก็ไม่ได้บอกอะไรมากนัก ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ หลังจากนั้นราวหนึ่งเดือนเห็นจะได้ปานก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าเป็นอะไร ปานบ่นว่าอยากกลับไปอยู่บ้านไปพักฟื้นที่นั่น บ้านที่เธอสร้างด้วยนำพักน้ำแรงของเธอ อีกหนึ่งเดือนถัดมาผมได้ยินข่าวว่าปานเสียชีวิตแล้ว และไม่มีใครส่งข่าวให้ผมรู้เลย จนกระทั่งเสร็จพิธิแล้วนั่นแหละถึงได้รับข่าว ผมสอบถามเรื่องราวจากพี่สาวและแม่ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกัน แม่บอกว่า ในวาระสุดท้ายนั้นปานทรมานมาก นอนกัดฟันเสียงดังแต่ไม่มีเสียงครวญครางใดๆหลุดรอดมาจากเธอ ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มและแผลพุพอง โรคร้ายที่ปานเป็นนั้นมันร้ายแรงนักทางบ้านบอกว่าคนที่ทำให้ปานเป็นแบบนี้ก็สามีของฌะอเองนั่นแหละเป็นผู้กระทำ แล้วทำไมคนที่รับกรรมต้องเป็นเพื่อนผม ผู้หญิงที่อาภัพในชีวิต แต่ไม่เคยท้อถอยต่อโชคชะตาคนนี้ หลังจากงานศพเรียบร้อยแล้ว สามีของปานก็หายเงียบไปไม่มีข่าวคราวเลย

โดนเติบ...........

posted on 04 Feb 2008 10:44 by naisibmuan

โดนเติบแล้ว(นานแล้ว) พอสิจื่อ(จำ)ได้อยู่ว่า ครอบครัวของข้อย
อยู่ในชนบทไกลจากหม่อง(แหล่ง)ที่มีความเจริญแล้ว อยู่หม่องได๋
หม่องนึง(แห่งใดแห่งหนึ่ง) แถวๆภาคอีสาน ที่หลายๆคนมักสิเอิ้น
(เรียก)ซุมเฮาว่า “ลาว” มันบ่ได้เป็นจั่งคำเผิ่นว่า(อย่างที่เขาว่า)ดอก
ซุม(พวก)เฮากะเป็นคนไทยคือกัน แต่หากเป็นไทยอีสาน จากนี้ไป
ขอให้ซุมเจ้าผู้ที่เจริญแล้วเอิ้นเฮาว่า “ไทยอีสาน” เด้อ

ครอบครัวของข้อยอยู่ในฐานะที่บ่จนแต่กะบ่รวย พอมีพอกิน
พอได้จุนเจือญาติพี่น้องตามกำลัง เป็นครอบครัวธรรมดาๆ
ชีวิตความเป็นอยู่บ่ได้โลดโผนอีหยังนักหนา จำได้ว่าตั้งแต่ยังเด็ก
พอเลิกเฮียนหนังสือตอนแลง กะต้องฟ้าว(รีบ)ลงไปนา พ่อแม่
กับซุมเอื้อยญาติพี่น้องไปเฮ็ดนากันเบิด(หมด)บ่มีไผอยู่บ้านจักคน
เวียก(งาน)ประจำที่ข้อยต้องรับผิดชอบกะคือ ไปต้อนควายลงกินน้ำ
ก่อนสิต้อนควายเข้าคอกในหมู่บ้านในตอนแลงตะเว็น(ตะวัน)สีแดงๆ

ยามตอนแลงในทุ่งนาสิมีเสียงเขียดจ่านาฮ้องดังแซวซะ(ดังระงม)
ไปหมดทั่งทั้งทุ่ง ซุมพ่อแม่ยังบ่เลิกจากนา ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ
ทรานซิสเตอร์เครื่องเก่าลอยมาเป็นรายการวิทยุยามแลงของคลื่น AM
วิทยุบ้านนา สักพักแสงตาเว็นคล้อยลงปลายไม้กะพากันเลิกจากนา
เตรียมตัวอาบน้ำซุมผู้ชายจะอาบจากฝายตรงหัวนา ส่วนซุมผู้หญิง
สิพากันเมือเฮือนก่อนไปอาบน้ำอยู่เฮือน ส่วนตัวข้อยเองแม้สิออก
ก่อนแต่กะฮอดเฮือนทีหลังย้อนว่าควายสิเดินช้ากว่าคนอยู่แล้ว

นี้เป็นวิถีชีวิตประจำของชาวบ้านในชนบทอีสานโดยทั่วๆไป อาจมีบาง
เถื่อ(บางครั้ง) ที่ชาวชนบทแบบเฮาสิได้ครึกครื้น กะย่อนว่ามีหนังขาย
ยามาเปิดขายยาที่วัดในหมู่บ้านเฮา ซุมเด็กน้อยจังซุมข้อย กะสิพากัน
แล่นนำก้นรถ(วิ่งตามรถ) ในขณะที่รถฉายหนังขายยาจะวิ่งรอบๆหมู่บ้าน
เพื่อโฆษณาให้ชาวบ้านไปดูหนัง เขาจะได้ขายยาได้

นอกเหนือจากหนังขายยาแล้ว โอกาสที่ซุมเฮาสิได้พักจากงานและซุม
แซวกัน(พบปะพูดคุย)กะคืองานบุญตามประเพณีของชาวอีสาน เป็นต้น
ว่า บุญเข้าพรรษา/ออกพรรษา บุญกฐิน บุญพาเวสฯ บุญกองข้าว
บุญผ้าป่าต่างๆ งานบุญทั้งหลายนี้กะสิซ่อยให้หมู่บ้านมีสีสรรขึ้น

เว่าเถิงชีวิตกลางทุ่งของซุมข้อยลังเถื่อ(บางครั้ง) กะมีเรื่องให้ได้ทุกข์
ใจแต่กะเป็นแบบธรรมดาของคนธรรมดาๆทั่วไป ยามหน้าแล้งในยาม
มื่อเช้าเฮาสิปล่อยควายลงทุ่งนาให้หากินกันเอง ตามทุ่งนาทุกหม่อง
เก็บเกี่ยวเบิดแล้ว ส่วนเฮากะสิกลับเมือเฮือนก่อนยามตอนแลงจังสิ
ออกไปต้อนควายเข้าคอก แต่กะเหตุให้เฮาต้องเมื่อยกันกะคือว่า
ควายที่เฮาปล่อยในตอนเช้านั้นสิหากินและเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ
หม่องใดดินชุ่มกะสิมีหญ้าให้กิน เฮาบังคับเขาบ่ได้ย้อนว่าบ่ได้ผูกเชือก
เขาไว้ หน้าแล้งนี้สิเป็นช่วงเวลาที่ควายสิมีอิสระเสรีหลาย

เฮาต้องออกเดินตามหาควายผ่านทุ่งนาทุ่งแล้วทุ่งเล่า แต่ละทุ่งที่เฮา
ผ่านไปสิเหลือแต่ตอเฟือง(ซังข้าว)แห้งที่สั้นกุดย้อนว่าล่วงเลยฤดูเก็บ
เกี่ยวมานานแล้ว บางทุ่งเจ้าของสิเผาตอเฟืองเฮ็ดให้ทุ่งทั้งทุ่งกลาย
เป็นสีดำ บางทุ่งกะบ่ได้เผา หม่องใด๋ที่ดินยังชื้นอยู่กะสิมีหญ้าแซมเป็น
จุดๆไป เอ็ดให้แนมเห็นทุ่งนาเป็นสีเหลือง ดำ เขียวสลับกันไป ในตอน
ตามหาเฮาสิหยุดเป็นระยะๆเพื่อฟังเสียงบักกะโหล่ง(กระดึงหรือกระดิ่ง
ที่ผูกคอควาย)ควาย เจ้าของควายแต่ละคนสิเฮ็ดเสียงบ่อคือกันเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง

เฮายางผ่านไปหลายทุ่งแล้วกะยังบ่อมีวี่แววบ่ได้ยินเสียงบักกะโหล่ง
ควายเลย ได้ยินแต่เสียงนกป่าฮ้องดัง โป๊ก..โป๊ก..โป๊ก..โป๊ก..
อยู่ปลายไม้สูง เมื่อยและเริ่มสิเบิดแฮงแล้ว น้าบ่าว(น้องชายของแม่)
กับซุมอ้ายบอกให้หยุดเซาเมื่อยก่อนแล้วจังเดินกันต่อ ข้างหน้าเป็น
ลำห้วยที่ไหลผ่านทุ่งนาของชาวบ้าน เป็นลำห้วยที่มีมาโดนแล้วเป็น
แหล่งน้ำธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวชนบทมานาน ในหน้าแล้ง
น้ำในลำห้วยงวดลงหลายแล้ว บางแห่งแนมเห็นหาดทรายตามคุ้งน้ำ
ในหน้าฝนสองฝั่งห้วยอุดมไปด้วยหน่อไม่ไผ่ป่า ชาวบ้านได้อาศัยเป็น
แหล่งหาอาหารและรายได้เสริม เฮาต้องเดิยลุยผ่านลำห้วยไป

พอผ่านลำห้วยได้สักระยะฌอาหยุดฟังเสียงอีกเทื่อแต้กะบ่ได้ยินเสียง
อีหยังเลย เหลือหม่องสุดท้านแล้วที่เฮายังบ่ได้ไปหากะคือดงข้างหน้า
นี่เอง ระยะทางจากห้วยไปฮอดดงกะบ่ไกลปานใด๋พอยางแล้วหิวน้ำเห็น
สิได้ แต่สิ่งที่เฮ็ดให้เฮากังวลกะคือดงนี้มีงูจงอางค่อนข้างชุม และเคยมี
ว่าควายของชาวบ้านหลายตัวแล้ว ที่ถูกงูกัดตาย พอฮอดชายดงเฮากะ
ได้ยินเสียงบักกะโหล่งควาย แต่ยังบ่แน่ใจลองหยุดฟังอีกเทื่อจังได้ยินชัด
เป็นเสียงบักกะโหล่งควายแม่เขากอม(เขาโค้ง)เฮาพากันเดินเบิดหัน
(เดินอย่างรวดเร็ว)เพื่อไปหาควายของเฮา ยังอยู่ครบทุกตัว (ลืมบอกไป
ว่าควายเฮามี 6 ตัว)เฮาเอาเชือกผูกควายทุกตัวเพื่อจูงเมือเฮือน เทิงสูน
เทิงเมื่อย(ทั้งโมโหทั้งเหนื่อย)

ตอนนี้ตาเว็นเริ่งอ่อนแสงลงล่อเล่นกับยอดไม้อยู่วิบวับ ทางบ้านเริ่มเป็น
ห่วงซุมลูกๆย้อนว่าออกมาโดนแล้วและใกล้สิค่ำไปทุกที พ่อกับพ่อเสี่ยว
(เพื่อนรักของพ่อ)กะพากันออกตามพร้อมกับเตรียมแนวกิน(อาหาร)
ไปนำเพื่อว่าซุมข้อยสิหิว แนวกินที่แม่เตรียมให้กะมี ข้าวเหนียว+ปลา
แดกบอง ที่ลืมบ่ได้คือปิ้งซี้นหลอด(ปิ้งเนื้อเค็ม)

ซุมข้อยกับซุมพ่อมาพ้อ(พบ)กันกลางทาง พ่อดีใจหลายที่ลูกๆบ่เป็นหยัง
และควายยังอยู่ครบทุกตัว พ่อบอกให้พักและกินข้าวกันก่อน กะย่อนว่า
ย่านลูกๆเบิดแฮงสิยางบ่ฮอดเฮือน แล้วเฮากะพากันกินข้าวฮู้สึกว่าข้าว
มื่อนี้แซบหลายขนาด หลังจากอิ่มแล้วกะพากันจูงควายเมือเฮือนต่อ
พ่อให้ข้อยขี่หลังควายนำ พอฮอดเฮือนแล้วกะพากันอาบน้ำแล้วเข้า
นอนและหลับไปยาวจนฮอดตอนเช้าเลยย่อนว่าเมื่อยหลายยยย... 

edit @ 4 Feb 2008 11:28:33 by ธีร์น้อย

Unseen อมรเทพ

posted on 02 Feb 2008 10:38 by naisibmuan
หลังจากที่อมรเทพแยกกับสาวคนรักที่สวนสาธารณะแล้ว
เขาก็ไปขึ้นรถเมล์ เพื่อกลับที่พัก รอรถอยู่สักพักเขาก็ได้กลับบ้าน
วันนี้ดูท่าทางจะโชคดีได้นั่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่นั่งเดี่ยว
ติดกับหน้าต่าง แต่พอรถแล่นออกมาได้ เพียงแค่ สามป้ายเท่านั้น
คนก็แน่นขนัด เบียดเสียดกัน จนแทบไม่มีที่ว่างเลย โอ้..แม่เจ้า..
ทำไมคนมันมากมายอย่างนี้ มาจากไหนกันนักหนา ไม่ว่าหญิงหรือชาย
ยืนเบียดกันราวกับคนรักกลัวว่าจะต้องห่างกันไกล ไฉนฉะนั้นเทียว
จะยืนตะแคงหันข้างก็ไม่ได้ เพราะคุณพี่กระเป๋าท่านกะโกนเข้ามา
ว่ายืนตะแคงทำป๊ะไรฟะ เบียดๆกันหน่อยปะไร จะได้ไปด้วยกัน
ผู้โดยสารเลยต้องจำใจ ให้แก่นกลางของลำตัว เบียดสีไปกับบั้นท้าย
ของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า
  อมรเทพนั่งไปได้สักพักก็มีมือมาสะกิดที่ไหล่ เขาหันไปมองพบสายตา
ของสาวน้อยนางหนึ่ง เธอยิ้มให้เขา แล้วพูดว่า "ขอฉันนั่งได้ไหมคะ
ฉันกำลังท้องค่ะ" อมรเทพจึงลุกให้เธอนั่ง แต่ไม่ได้ยินเสียงกล่าวขอบ
คุณจากปากของสาวน้อยเลย อรมรเทพได้แต่มองตาปริบๆ และสำรวจ
ทั้งตัวของเธอ แล้วเกิดสะดุดบางอย่าง
เอ๊ะ... "คุณดูไม่เหมือนคนท้องเลยนี่ครับ"
สาวน้อยปรายตามองแล้วตอยว่า
" อ้อ....ฉันเพิ่งท้องเมื่อสัก 10 นาที นี่เอง"....
อมรเทพ "????????????????"